ห่างหายไปจาก Exteen ไปนานเลยค่ะ
เนื่องจากเมื่อปลายปีที่ที่เข้า exteen ไม่ได้เลย โดน 404 บ้าง โดนบล็อก IP ต่างประเทศบ้าง
ตอนนี้เข้าได้แล้วค่ะ ก็เลยมีเรื่องมาเล่าให้ฟังเยอะแยะเลย
 
เราเขียนรีวิวท่องเที่ยวไม่เก่ง เพราะไม่ได้ไปตามทางมนุษย์ปกติเลย เดินเล่น ซอกแซกไปเรื่อยมากกว่า
เพราะฉะนั้น นี่คงเป็นไดอารี่ หรือบันทึกเดินทางของเราค่ะ
 
เรื่องที่จะเล่ามาจากความทรงจำล้วนๆ อาจจะมีตกหล่มบ้างตามกาลเวลานะคะ ^^"
 
 
เมื่อกลางเดือนมีนาคม เราได้มีโอกาสไปเดินตากหิมะเล่นที่ Tromsø มาค่ะ
ผลที่ได้ก็จุใจเลยทีเดียว เจอพายุหิมะเข้า จุกไปนานค่ะ 555
 
 
 
เป็นทริปที่ไม่ได้วางแผน คิดแต่ว่า เนี่ยจะไป จะไปเหยียบหิมะแถวๆขั้วโลกซักครั้ง
ก็เลยจองตั๋วเครื่องบิน จองที่พัก แล้วก็วางวันที่เดินทางเป็นวันสอบเสร็จ
รวมเวลาที่ใช้ตัดสินใจจองที่พัก ตั๋วเครื่องบินที่เที่ยวแล้ว 1 วันถ้วน
ไม่สมควรเอาเป็นเยี่ยงอย่างค่ะ =w="
 
เราสอบเสร็จตอน 6 โมงเย็น แล้วก็ออกเดินทางประมาณเที่ยงคืนวันนั้นเลย
เหนื่อยใช้ได้เลยค่ะ Foot in mouth
 
เราเดินทางด้วยรถบัสจากเมืองที่อยู่ ไปต่อเครื่องบินที่ออสโล (ประเทศนอร์เวย์)
เพื่อขึ้นไปที่ Tromsø ค่ะ
 
ตอนนั้นเป็นกลางเดือนมีนาคม แต่อากาศยังไม่ได้อุ่นขึ้น เนื่องจากเมืองที่เราอยู่จัดว่าอยู่ในเขตหนาว
อุณหภูมิอยู่ที่ไม่เกิน 5 องศาค่ะ และด้วยความที่เป็นนักศึกษา ไม่ได้มีเงินเยอะ เราเลยตัดสินใจจองรถรอบเช้าสุด (ด้วยความงก มันถูกสุด..)
 
รอบเช้าสุดที่ว่าคือตี 2 ค่ะ สถานีรถไฟปิด ที่รอรถบัสในร่มที่มีฮีตเตอร์ปิด ไม่มีอะไรเลย
ก็ได้แต่ยืนตากลมขาแข็งรอรถบัสเป็นเวลากว่าชั่วโมง
แต่ไม่เป็นไร ตอนนั้นคิดว่า เอ้า จะไปขั้วโลก หนาวหน่อยจะเป็นไร!
 
 
ว่าแต่ Tromsø นี่คืออะไร อยู่ส่วนไหนของโลก และไปทำไม

Tromsø เป็นเมืองในประเทศนอร์เวย์ค่ะ
อ่านตามแบบอังกฤษว่า ทรอมโซ่ ตามแบบนอร์วีเจี้ยนว่า ทรุมเซ่อ
เมืองที่อยู่(เกือบจะ)เหนือที่สุดของโลก ถูกขนานนามว่าประตูสู่ขั้วโลกเหนือ
เพราะนักสำรวจทุกคนที่จะขึ้นไปขั้วโลกเหนือจะมาแวะพักที่นี่ เพื่อเติมเสบียงและปรับตัว
ก่อนจะออกเดินทางอีกครั้งเพื่อพิชิตขั้วโลก
 
แล้วถ้าจะมีแต่นักสำรวจ แล้วมันมีอะไรให้เที่ยวล่ะ
ไฮไลท์ของทรอมโซ่คือแสงเหนือค่ะ หรือรู้จักอีกชื่อว่าออโรร่า
ทริปนี้เราจึงตั้งใจไปล่าแสงเหนือกัน XD!!
 
 
อ้อ อีกชื่อนึงของทรอมโซ่คือ "ปารีสซีกโลกเหนือ" ค่ะ
ถูกตั้งโดยนักสำรวจชาวอังกฤษ เมื่อสมัยล่าอาณานิคม
 
เนื่องจากทรอมโซ่อยู่แทบจะเหนือสุดอยู่แล้ว อาชีพของผู้คนเมืองนี้คือล่าสัตว์และประมง
คนจากทางใต้(คือใต้ลงไปจากขั้วโลกน่ะค่ะ ชาวยุโรปสามัญนั่นแล Foot in mouth) เค้าก็เลยคิดว่าพวกนี้มันต้องป่าเถื่อนแน่ๆเลย! อีกทั้งยังหนาว คนเมืองนี้ยังไงก็ไม่ได้อาบน้ำแน่!
แต่พอขึ้นมาเจอกับวัฒนธรรม และเมืองสวยๆ พร้อมกับผู้คนที่แต่งตัวสะอาดสะอ้าน
เค้าก็เลยยกให้เป็นปารีสเมืองเหนือซะเลย ก็สวยไปซะทุกมุมขนาดนี้
 
 
กลับมาที่การเดินทางของเราต่อค่ะ
 
ทรอมโซ่เป็นเมืองที่เข้าได้โดน 3 ทาง คือ เครื่องบิน เรือ และรถ
แต่หน้าหนาวจะเหลือแค่เครื่องบิน กับ เรือ
เพราะหิมะจะกองสูงมากกกกก จนทับทางรถหมด
 
แบบนี้
 
ที่เห็นรถยังวิ่ง เพราะว่าเป็นถนนในเมืองค่ะ เค้าเกลี่ยเอาหิมะออกทุกเช้า...
นี่คือเกลียทุกเช้า และบางวันถ้าโชคดีอาจจะต้องเกลี่ยทั้งวัน Undecided
 
อย่างที่บอกไปแล้ว เราเดินทางโดยเครื่องบินค่ะ ใช้เวลา 3 ชม.จากออสโล
เราตรวจเช็คสภาพอากาศมาอย่างดี เรามั่นใจเป็นอย่างยิ่งก่อนออกเดินทางว่าเราจะไปเจอพายุ
และพยากรณ์ยังบอกอีกว่า อากาศจะอุ่นขึ้น! อุณหภูมิจะขึ้นถึง 0 องศาเซลเซียส
(เชื่อเราเถอะค่ะ 0 นี่อุ่นแล้วจริงๆ)
ช่างโชคดีอะไรยังงี้!
 
แต่ ณ วินาทีที่เหยียบแผ่นดิน วินาทีที่ยกกระเป๋าลงจากเครื่อง แล้วเดินเข้าสนามบินก็รู้สึกว่า
"เอ๊ะ  0 ไม่น่าจะหนาวขนาดนี้นี่"
 
แต่เราก็ยังเชื่อพยากรณ์ต่อไป (เจ็บแล้วไม่จำ...)
เราพยายามหารถบัสเข้าเมืองเพื่อไปที่โรงแรมที่จองไว้
สองเท้าก็วิ่งออกจากสนามบินหวังจะสูดอากาศบริสุทธ์
(เพิ่งสอบเสร็จค่ะ อุดอู้มานาน สอบเสร็จก็ไม่ได้นอนบึ่งมานี่เลย วาดฝันเต็มที่)
 
พายุหิมะพัดเข้าหน้าค่ะ ซัดมาเต็มๆ
ทั้งไอน้ำ ทั้งฝนที่เย็นจนเป็นน้ำแข็ง ทั้งหิมะ
รวมมาในลมระลอกเดียว
ชีวิตนี้ไม่เคยโดนใครตบ แต่คิดว่าคงจะให้ความรู้สึกเดียวกัน
หน้าชาเป็นแถบบบบบ
 
อยากจะถ่ายรูปวินาทีกลางพายุนั่นเหมือนกัน แต่แค่ตัวเองก็จะปลิวตามลมแล้ว เกรงว่าเอาโทรศัพท์ออกมาคงได้โบกมือลา...
 
เรารอรถกลางพายุเป็นเวลาเกือบ 10 นาทีค่ะ
 
นั่นยังไม่ใช่จุดสิ้นสุดของความโชคร้ายค่ะ
 
ด้วยความที่ชินกับการเดินทางในประเทศแถบสแกนดิเนเวีย (สวีเดน นอร์เวย์ เดนมาร์ก)
โดยปกติแล้วทุกสิ่งที่อย่าง ทุกร้าน ทุกบริการจะรับบัตรเครดิตค่ะ
รถบัส รถไฟ ก็เช่นกัน เพราะฉะนั้นเราและเพื่อนก็เลยไม่พกเงินสดกันเลย
ไม่พกเลยจริงๆ มันไม่ได้ใช้เลย

แต่พอดี๊ วันนั้นรถบัสที่เราขึ้นดั๊นนไม่รับบัตร
เราถามราคาคนขับเป็นภาษาอังกฤษ คนลุงก็ดันไม่พูด คุณลุงคนขับพูดแต่ภาษานอร์วีเจี้ยน
เราก็พูดได้แต่สวีดิช ก็สื่อสารกันไปแบบงงๆ รู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง
เรากับเพื่อนพยายามรวมเงินสดที่เป็นเหรียญเอามารวมกันแล้วก็ไม่พอ
เค้าไล่ให้เราเข้าไปกดเงิน เราก็ว่าง่าย
โอเค้ เลินเล่อเอง กดก็กด!
ก็วิ่งเข้าไปหาตู้เอทีเอ็มในสนามบิน แล้วกลับออกมาไม่ถึง 5 นาที
รถบัสก็จากไปแล้วค่ะ... รอไปอีก 10 นาที
วินาทีนั้นในหัวมีคำว่า "Do you wanna be a snowman" *โปรดร้องตามเพื่ออรรถรสค่ะ*
 
 
ค่ะ อย่าคิดว่ามันจะจบแค่นั้น
 
เราเดินทางเข้ามาในเมือง ตอนขึ้นรถบัสเราบอกคุณลุงคนขับว่า เราอยู่โรงแรมนี้นะ ถึงป้ายแล้วรบกวนเรียกเราที
คุณลุงรับคำดิบดี จนรถบัสมาถึงป้ายสุดท้าย แล้วคุณลุงยังไม่บอก
เราก็ได้แต่ลงไปอย่างงงๆ พร้อมดูแผนที่ที่ติดมา แล้วพบว่า
 
"อ้อ หลง"
 
แต่ชีวิตยังไม่อับจนค่ะ ก็ฝ่าหิมะเดินกันไป ถามคนแถวนั้นไป
ใช้เวลาประมาณ 20 นาทีในที่สุดก็เจอโรงแรมค่ะ
 
นี่ไม่ใช่โรงแรม เป็นร้านอาหาร แต่หน้าตาก็คล้ายๆกันแหละ
 
สภาพกระเหรี่ยงจากเมืองร้อนทุกคนดูใกล้ตาย พวกเราตัดสินใจพักซักครู่
เอาเท้าแช่ฮีตเตอร์ เปลี่ยนเสื้อผ้า ใส่เสื้อเพิ่ม ถุงเท้า เลกกิ้งจัดให้เต็ม
จนทำใจได้แล้วก็ออกล่า เอ้ย หาอาหารค่ะ
 
 
หลังจากเดินรอบๆ ดูราคาของแล้วสุดท้ายไปจบกันที่เบอร์เกอร์คิงค่ะ ดูจะถูกสุด...
จะบอกว่าขั้วโลกก็มีจังก์ ฟู้ดนะ XD!!!
 
ในการอยู่ที่ทรอมโซ่สามวันของเรา เบอร์เกอร์คิงจัดว่าเป็นมื้อที่หรูที่สุดแล้วค่ะ 55
มื้อหลังเริ่มโปร และงก ก็เลยเข้าซุปเปอร์แบบคนท้องถิ่น
ซื้อขนมปังหนึ่งแถว แฮมหนึ่งกล่อง ชีสหนึ่งกล่อง มันฝรั่ง
แล้วก็แบ่งกันกิน.. ก็ประทังชีวิตกันไป อิ่ม อาจจะไม่อร่อยมาก
แต่การที่ไม่ต้องฝ่าหิมะออกมาหาร้านก็ดีใจมากแล้วค่ะ 555
 
เราเดินเที่ยวในเมืองอีกเล็กน้อย ก่อนที่จะกลับที่พักเพราะสู้พายุไม่ไหว
และเหนื่อยมากจากการเดินทาง Money mouth
 
''Aren't you feel lonely standing there for ages? Want some company? :) "
 
"ไม่หนาวกันเหรอ"
 
ทะเลทางเหนือมีปลาวาฬค่ะ ถ้าโชคดีไปเที่ยวตรงฤดูเดินๆไปแถวท่าเรืออาจจะเจอปลาวาฬก็ได้นะ XD
 
หมดวันที่ 1
ยาวหน่อยนะคะ แหะๆ
 
 
 
วันที่สอง หิมะก็ยังคงตกต่อไปค่ะ
แต่ไม่เป็นพายุแล้ว เราเลยตัดสินใจออกไปเดินเที่ยวค่ะ
แต่คราวนี้จะออกไปแถวทะเล จะไม่เดินอยู่ในแถบร้านค้าแล้ว
 
เพราะนอร์เวย์ขึ้นชื่อ Fjord (อ่านว่าฟยอร์ด) ที่งามมากค่ะ
  • ฟยอร์ด คือ เป็นอ่าวเล็กๆ บริเวณชายฝั่งทะเลซึ่งถูกธารน้ำแข็งกัดเซาะจนเว้าแหว่งมีลักษณะแคบและยาว เว้าลึกเข้าไปในฝั่งระหว่างแผ่นดินสูงชันหรือระหว่างหน้าผาสูงชันตามเชิงเขา ฟยอร์ดเกิดจากน้ำแข็งกัดเซาะกร่อนเป็นร่องลึก

*กราบขอบพระคุณวิกิพีเดียมา ณ ในที่นี้*

วันนี้เราก็เลยไปล่าฟยอร์ดกัน ไม่พูดพร่ำทำเพลง (เพราะพูดมาเยอะแล้ว และทุกคนคงเบื่อแล้ว)
จะลงรูปล่ะนะคะ

โบสถ์ที่เจอระหว่างเดินเข้าไปฟยอร์ดค่ะ
เนื่องจากไม่มีรถบัสไปถึงปากอ่าวเลย เราก็เลยต้องเดินเท้าค่ะ
เราใช้เวลาเดินเข้าไปที่ฟยอร์ดประมาณ 20 นาที

ถึงหนาวแต่ก็ได้รูปสวยๆนะ Money mouth

เพื่อนร่วมทริปค่ะ ' ^ '

เดินกันจนขาเกือบจะแข็งค่ะ จมหิมะบ้างเป็นบางจุด แต่ก็มาถึงฟยอร์ดจนได้ค่ะ

ถ้าเทียบกับวิวที่ได้เจอตอนนั้นก็คุ้มค่าค่ะ มันสวยจริงๆ สวยแบบที่กล้องโทรศัพท์โง่ๆของเราเก็บมาไม่ได้ ^^"
สีน้ำที่เห็นต่างกันเป็นเพราะว่าบางส่วนเป็นน้ำแข็งค่ะ ส่วนฟ้าใสๆจะเป็นน้ำ ที่เหลือก็เป็นน้ำแข็งค่ะ

เที่ยวฟยอร์ดก็หมดไปค่อนวัน เนื่องจากฝ่าหิมะมาทั้งวันมิตรสหายร่วมทริปทุกท่านก็ตกลงปลงใจกันเข้าที่พัก พักผ่อนดีกว่า

แต่เราก็เพื่อนร่วมเดินทางอีกคนมีจุดมุ่งหมายร่วมกันคือไปดูโบสถ์ที่อยู่เหนือสุดของโลกซักครั้ง
และได้ข่าวว่าจะมีจัดคอนเสิร์ตที่โบสถ์ด้วย ก็เลยยิ่งต่อไปให้ได้

รูปร่างหน้าตาของโบสถ์ที่ว่าค่ะ

เรากับเพื่อน(รุ่นพี่)สองคนออกไปดูคอนเสิร์ตประมาณ 3 ทุ่มค่ะ
เป็นดนตรีคลาสสิค ผสมกับดนตรีพื้นเมืองของชาวนอร์เวย์
คอนเสิร์ตเลิกตอนเที่ยงคืน ถึงตอนนั้นรถก็หมดแล้ว หิมะก็ยังตกต่อไป
มือก็แข็ง หน้าก็ชา แต่ก็ฟินค่ะ เพราะคอนเสิร์ตเพราะมากจริงๆ

สุดท้ายเราก็เดินกลับโรงแรมค่ะ เกือบๆสามโลล่ะมั้ง
กึ่งเดินกึ่งวิ่งแข่งกันกลับโรงแรมค่ะ เป็นวิธีเดียวที่จะทำให้ไม่หนาว
วิ่งจนหอบ 55

หมดวันที่ 2

วันที่ 3 เป็นวันเดียวในทริปที่เราเห็นท้องฟ้าสีฟ้าค่ะ!
เป็นวันเดียวที่ฟ้าโปร่งมาก ถ่ายรูปสวยมากกกกก
แต่แลกมาด้วยอากาศที่หนาวกว่าเดิมค่ะ
อุณหภูมิลงไปที่ -18'c ในตอนกลางวัน และเกือบ -30'c ในตอนกลางคืนค่ะ

เนื่องจากฟ้าโปร่งมากก็เลยมีอะไรให้ทำเยอะแยะไปหมด
และเพราะเรากลับโรงแรมก็ตีหนึ่งแล้ว เราก็เลยนอนตื่นสายค่ะ =w="
แผนวันนี้ก็คือใครอยากไปทำอะไรก็ทำ แล้วเจอกันตอนเย็น
จะไปล่าแสงเหนือกัน!

มีเพื่อนกลุ่มนึงไปเล่นลากเลื่อนหิมะ อีกคนไปโบสถ์วันอาทิตย์
ส่วนเราไม่มีอะไรทำก็นอนตื่นสาย แล้วก็ออกมาถ่ายรูปค่ะ

ขอลงรูปรัวๆล่ะนะคะ ^^

เพราะแสงดีมาก ก็เลยได้รูปที่แตกต่างจากสองวันแรกโดยสิ้นเชิงค่ะ
ไม่อยากจะเชื่อว่าที่เดียวกัน

เห็นสะพานข้างหน้าใช่มั้ยคะ คืนก่อนเราเดินข้ามสะพานนี้เพื่อกลับโรงแรมค่ะ พอดีว่าโบสถ์ที่จัดคอนเสิร์ตนั่นมันอยู่คนละฟาก =w="

ท่าเรือ มองลิบๆนั่นเป็นภูเขาหิมะค่ะ

เราเดินถ่ายรูปจนอิ่ม ก็เลยนัดเจอกับเพื่อน เพื่อขึ้นไปดูวิวบนภูเขากันค่ะ
การจะขึ้นไปดูวิวต้องนั่งเคเบิ้ลคาร์ค่ะ

มุมขวาสุดนู้นนนนน  สนนราคาเคเบิ้ล 120NOK (ราคานักเรียน) คูณ 6 เอากันนะคะ แหะๆ
แต่ใครไม่อยากจ่ายก็เดินขึ้นเอาได้ค่ะ เค้าไม่ห้าม ก็เดินขึ้นทางขาวๆที่เค้าตัดต้นไม้เกลี่ยทางไว้ให้เอา
อย่าคิดว่าบ้าแล้ว ใครจะเดิน มันมีคนเดินจริงๆค่ะ!
เราเจอกรุ๊ป น่าจะนักเรียนเหมือนกันเดินขึ้นไปค่ะ ก็ไม่รู้ว่าใช้เวลาเท่าไหร่ รอดมั้ย
เรายอมจ่ายเงินค่ะ เพื่อความปลอดภัย และสบายใจ สบายตัวค่ะ 55

ระหว่างรอเคเบิ้ลคาร์

วิวข้างบนสวยมากค่ะ สมคำว่า Breathtaking จริงๆ
สวยแบบที่ติดตาเราไปนานเลยล่ะค่ะ

เห็นความยาวสะพานแล้วก็แอบช็อคเบาๆ นี่ทำไปได้ยังไง...

สู่ความเวิ้งว้างกันไกลโพ้น!
วิวยังกับดาวอังคารเลยค่ะ

ข้างบนเป็นทุ่งหิมะค่ะ ทุ่งจริงๆ คือเดินไปทางไหนก็มีแต่หิมะสุดลูกหูลูกตา
เราก็เดินย่ำกันไป หวังหาจุดสิ้นสุด แบบ มันต้องมีสิ ยอดเขาน่ะ แล้วก็ไม่เจอ
จมหิมะกันไปค่ะ หิมะหนามาก น่าจะเกือบครึ่งตัวเราได้ถ้าเราจมลงไปเต็มๆ (เราสูง 166cm)

จมหิมะจนเท้าแข็งไปหมดแล้วก็กลับมานั่งพักค่ะ ใกล้เย็นแล้ว พวกเราตัดสินใจกลับที่พักค่ะ
แล้วจะออกมาอีกทีตอน 6 โมงเย็น ตามหาออโรร่าค่ะ!

เราออกเดินทางจากที่พัก ออกนอกเมืองไปค่ะ ประมาณ 40 นาที
การหาแสงเหนือต้องไปในที่ที่ไม่มีมลพิษทางแสงเลย (คือไม่มีแสงไฟรบกวนเลย)
และต้องมืดสนิทพอ หลังจากนั้นก็ใช้ดวงค่ะ ภาวนาให้ออกมา Undecided

เรารอจนถึงเกือบตีสอง
ยืนอยู่บนทะเลสาปที่แข็งเป็นน้ำแข็งไปแล้ว ขาทั้งสองข้างจมหิมะไปเกือบถึงน่อง
แข็งมากค่ะ จุดนั้นนี่คือคิดว่าชีวิตนี้คงไม่เจออะไรที่จะหนาวไปกว่านี้แน่ๆ
อุณหภูมิอยู่ที่ต่ำกว่า -20'c ค่ะ ไม่แน่ใจเท่าไหร่ เพราะมีแรงลมด้วย
แต่ยังมีความหวังค่ะ ยังรอ

สุดท้ายก็ออกมาให้เห็นค่ะ หลังจากถอดใจไปแล้ว
แต่มาแค่แวบบบบบเดียว แวบเดียวจริงๆ
สามวิ... 555

แสงสีเขียวข้างหน้านั่นแหละค่ะ :D
นี่แหละค่ะ จุดมุ่งหมายของทริปนี้

ได้เห็นแค่นี้ก็โอเคแล้วค่ะ บางคนขึ้นมาไม่ได้เห็นอะไรด้วยซ้ำ
ส่วนบางคนก็โชคดีเห็นคลุมทั้งฟ้าหลายต่อหลายชม.
ขึ้นอยู่กับดวงจริงๆค่ะ

แต่ประสบการณ์ที่ได้จากทริปนี้ก็โอเค ได้ความทรงจำเยอะแยะมากมาย
ได้ลมหนาวที่น่าจะฝังลึกไปในความทรงจำอีกนาน

เรายังไม่ค่อยจุใจกับแสงเหนือซักเท่าไหร่
อาจจะมีทริปที่สอง และสามตามมา
ไว้จะเอามาเล่าให้ฟังใหม่นะคะ Cool

เราต้องแพ็คกระเป๋ากลับแล้วล่ะ ' ^ '

อ้อ แต่ยังไม่ได้กลับไทยหรอกนะคะ

เรายังไปอีกหลายที่ แล้วยังต้องเดินทางอีกหลายรอบ จะทยอยเอามาเล่าค่ะ ^^

ช่วงนี้ เอ่อ.. ที่จริงก็ไม่ค่อยว่าง
แต่พอดีว่าเกิดอาการเบื่่อหนักเข้า ก็เลยโหลดแอพหลายๆอันมาลองเล่นดูค่ะ
 
สุดท้ายก็ไปเจอเจ้านี่!!
 
 
Be My Princess
เกมจีบหนุ่มบน Smartphone ค่ะ!
 
หลังจากลองกดลองเล่นไปซักพักก็ถือว่าโอเคเลย
วันนี้ก็จะมารีวิวค่ะ
 
 
*หมายเหตุ เราเล่นบนแอนดรอยด์นะคะ เพราะฉะนั้นก็จะรีวิวฝั่งแอนดรอยด์ก่อน
ไว้เคลียร์ของน้องด๋อยได้แล้วจะไปเล่นไอโฟน
 
 
 
ชื่อเกม : Be My Princess
 
บริษัท : Voltage, Inc.
 
ประเภท : Casual, Otome
 
ภาษา : อังกฤษ [แบบง่ายๆนะจ๊ะ ไม่ต้องเก่งมากก็เล่นได้ ถือว่าหัดไปในตัว]
 
ขนาด : 7.1 MB
 
เวอร์ชั่นปัจจุบัน : 2.6 (อัพเดทครั้งล่าสุด 15 กค. 2556)
 
เครื่องเล่น : มีทั้ง iOS และ แอนดรอยด์ (แอนดรอยด์เวอร์ชั่น 2.2 ขึ้นไป)
 
เรท : เกือบจะทุกเพศทุกวัย
 
จำนวนครั้งดาวน์โหลดปัจจุบัน : 50k - 100k
 
วิดีโอตัวอย่าง :
 
 
เนื้อเรื่อง :
 
ตัวเอก [ตัวเรา] เป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนมายังราชอาณาจักรชาลส์ ซึ่งมีประวัติและความเป็นมาหลายร้อยปี
ที่อาณาจักรนี้ตัวเอกเกิดอุบัติเหตุ และได้รับเชิญให้เข้าร่วมงานปาร์ตี้ที่ราชวัง
 
ที่นั่นตัวเอกได้พบกับเจ้าชาย 6 คน จาก 6 อาณาจักร (บวกพ่อบ้านให้จีบได้อีก 1 คน)
 
บรรดาเจ้าชายที่สามารถจีบได้ และพ่อบ้านข้างๆ
 
 
เนื้อเรื่องก็อารมณ์ ตัวเรา ซึ่งเป็นสาวน้อยสามัญชนธรรมด๊าธรรมดาได้ตกหลุมรักกับเจ้าชายหนุ่มรูปงามทั้งนี้ จะตกหลุมรักง่ายๆ แล้วแต่งงานกลายเป็นเจ้าหญิงมันก็ง่ายไป!
 
ก็เลยมีอุปสรรคมานิดหน่อยโดยที่บรรดาพ่อบ้านของแต่ละอาณาจักร (ซึ่งก็หน้าตาหล่อเหลาพอกับเจ้าชาย) และพระราชาก็ออกมาขัดขวาง ไม่ให้เรามีความสัมพันธ์กับเจ้าชายเพราะเราเป็นแค่สามัญชน Tongue out
 
กลายเป็นรักต้องห้ามไปนะจ๊ะ!
 
ก๊าวกว่าเดิมอีกค่ะที่รัก!!!
 
แต่กระนั้นเลย ด้วยความที่ว่าเจ้าชายก็ตกหลุมรักเราด้วยเหมือนกัน
เพราะฉะนั้นจะทำยังไงกันดีล่ะ โปรดติดตามต่อในเกมนะจ๊ะ Smile
 
 
ระบบในเกม :
 
เกมนี้ในสมาร์ทโฟนจะมีสองแบบคือ for Gree กับ Non-Gree
 
ที่เราเล่นคือ  Non-Gree ค่ะ
เหมือนเกมจีบหนุ่มเนื้อเรื่องทั่วไป ก็กดๆไปเรื่อยๆจะมีเนื้อเรื่องมาให้เราอ่าน
บางครั้งบางคราวก็มีช้อยส์ให้ลำบากใจเล่น - v -)""
 
ส่วน for Gree ระบบจะต่างกัน
ระบบนี้จะเน้นเป็น Social Network คือเล่นผ่านเน็ต
ลากคนมาทำเควสท์ เพิ่มเพื่อนเก็บแต้ม
หลังจากได้แต้มมาก็จะปลดล็อกอีเวนท์จีบเจ้าชายได้ และก็ซื้อของแต่งห้อง แต่งตัว
 
 
ตัวอย่างจ้ะ
 
 
ราคา :
 
เริ่มแรกฟรีค่ะ โหลดไปลองเล่น ลองระบบกันได้
หลังจากนั้นเวลาเราจะเริ่มจีบเจ้าชายมันจะให้เราซื้อเนื้อเรื่องค่ะ
 
เนื่องด้วย เราหลงรูปเจ้าชายไปแล้ว
เอ่อ ก็เลยกดซื้อเนื้อเรื่องมาแล้ว
เจ้าชาย 1 คน สนนราคาจีบที่ 115 บาทค่ะ (350y ราคาขึ้นลงตามค่าแลกเปลี่ยนเงิน)
 
ถ้าจะจีบหมดนั่นก็ 115 x 7 ค่ะ
ไม่อยากจะคิด.... ; w ;
 
 
ความเห็นส่วนตัว:
 
เราลองเล่นไปคนนึงคือ Prince Glenn
ถามว่าคุ้มราคามั้ย ก็พอคุ้มอยู่นะคะ
ภาพสวยดี เนื้อเรื่องโอเค
ที่สำคัญมีอะไรให้ตกใจเล่นด้วย!
 
ระหว่างเล่นๆอยู่ก็มีเมล์เข้าค่ะ
 
 
เป็นเมล์จ่าหน้าถึงชื่อเราที่ใช้ในเกมมาจากตัวละครในเกมค่ะ
ส่งมาบอกว่าตอนเกิดอีเวนท์อยู่ กะลังคุยกะเรารู้สึกยังไงบ้าง ไรงี้น่ะค่ะ
ตกใจมาก ไม่นึกว่าจะสมจริงอะไรขนาดนี้ ประทับใจค่ะ 55+
 
พอมาถึงเรื่องระบบ เราใช้จาก Galaxy Tab2 7", แอนด๋อยเวอร์ชั่น 4.2 ค่ะ
เล่นได้ไม่กระตุกอะไร ถ้าเล่นจากเน็ตโทรศัพท์ตอนมันโหลดเนื้อเรื่องก็ช้าๆหน่อย
(เกมนี้จะโหลดเนื้อเรื่องจากเน็ตค่ะ ต้องเปิดเน็ตไว้ ใช้ wifi ก็เร็วหน่อย)
แต่บางทีแอพก็เกิดค้างบ้าง แก้ได้ด้วยการปิด แล้วเปิดเครื่องใหม่ =_=
 
หลังจากค้างหลายๆครั้งเข้าก็พบว่าสาเหตุมักจะมาจากการขาดเน็ต
เพราะฉะนั้นจะเล่นก็หาเน็ตเตรียมไว้นะคะ ' v ')b
 
เราลองใน Sony Xperia X10 ด้วย (รุ่นเก่ามากแล้ว 2 - 3 ปีแล้วเครื่องนี้)
แอนด๋อยที่ใช้คือ 2.3 ค่ะ
ก็พบว่าเล่นได้ค่ะไม่กระตุกนะ เล่นได้เรื่อยๆเลย
 
 
อยากลอง :
 
เข้าไปที่ Play Store แล้ว Search - Be My Princess ค่ะ
หรือลอง จิ้ม ที่นี่ แล้วล็อกอินด้วย Email ที่ใช้ในมือถือ
แล้วกด Download  เกมมันก็จะไปอยู่ในเครื่องเราโดยอัตโนมัติค่ะ
 
จบการรีวิวแต่เพียงเท่านี้
ไว้โอกาสหน้าเจอกันใหม่นะคะ ' [] ')!
 
 ถ้ามีคำถามสงสัยอะไรก็ถามได้น้า~
 

[ART] Only Teardrops - Emmelie de Forest

posted on 20 Jun 2013 09:18 by winterwind
 
 
 
.....
Tell me
How many times can we win and lose?
How many times can we break the rules between us?
Only teardrops
 
-Only teardrops, Emmelie de Forest
.....
 
 
 
 
ดูเดิ้ลและโคปิค
 
แฟนอาร์ทของเพลงในงาน Eurvision2013 ค่ะ
สาวน้อย Emmelie de Forest ตัวแทนจากประเทศเดนมาร์ก
ผู้ชนะในงานแข่งนี้ค่ะ Wink
 
วาดมาจาก Perf. นี้ค่ะ ' v '